วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ระบบเว็บไซต์และการนำข้อมูลเว็บไซต์ไปใช้งานจริง

เว็บไซต์ (Web Site) คือ แหล่งที่เก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารและสื่อประสมต่าง ๆ เช่น ภาพ เสียง ข้อความ ของแต่ละบริษัทหรือหน่วยงานโดยเรียกเอกสารต่าง ๆ เหล่านี้ว่า เว็บเพจ (Web Page) และเรียกเว็บหน้าแรกของแต่ละเว็บไซต์ว่า โฮมเพจ (Home Page) หรืออาจกล่าวได้ว่า เว็บไซต์ก็คือเว็บเพจอย่างน้อยสองหน้าที่มีลิงก์ (Links) ถึงกัน
 credit:http://school.obec.go.th/kudhuachang/les07.htm

ข้อดี ของเว็บไซต์
1. ช่วยส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันในด้านธุรกิจ
2. ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
3. ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า หรือผู้ใช้บริการเป้าหมายได้ทุกวัน จึงสามารถซื้อ-ขายสินค้าหรือบริการผ่านเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และทั่วโลก
4. ช่วยขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต สร้างรายได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน หรือสำนักงาน
5. สามารถให้บริการต่างๆ ของธุรกิจหรือองค์กรแบบออนไลน์ เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า

ข้อเสีย ของเว็บไซต์
-เป็นสื่อที่ควบคุมยาก
-เป็นแหล่งอบายมุขในด้านต่าง ๆ
-ใช้ในการหลอกลวง โดยการโฆษณาชวนเชื่อ
- ทำให้เสียเวลาที่ควรจะได้ในองค์กร หากใช้ในทางที่ผิด
 - เป็นช่องทางนำ Virus เข้าสู่ระบบ Computer

กระบวนการออกแบบเว็บไซต์
ขั้นตอนที่ 1 กำหนดโครงสร้างของเว็บไซต์
การสร้างเว็บไซต์นั้นควรเริ่มจากการสร้างแผนผังของเว็บไซต์ก่อน หรือที่เรียกว่า  Site Map 

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดการเชื่อมโยงระหว่างเว็บเพจ
เราต้องกำหนดการเชื่อมโยงให้เว็บเพจแต่ละหน้าเชื่อมโยงถึงกันเพื่อให้กลับไปกลับมา     ระหว่างหน้า
ต่าง ๆ ได้    โดยแสดงชื่อไฟล์   HTML  แต่ละไฟล์ที่มีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน

ขั้นตอนที่ 3 การออกแบบเว็บเพจแต่ละหน้า
ออกแบบหน้าเว็บเพจแต่ละหน้าให้สวยงาม โดยเฉพาะในเว็บเพจหน้าแรก ซึ่งเรียกว่าโฮมเพจนักเรียนควรออกแบบให้สวยงามเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชม
        
ขั้นตอนที่ 4 การสร้างเว็บเพจแต่ละหน้า
นำเว็บเพจที่ออกแบบไว้มาสร้างโดยใช้ภาษา html หรืออาจใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น FrontPage, Macromedia  Dreamweaver หรือโปรแกรมสำเร็จรูปอื่น ๆ ตามความถนัด

ขั้นตอนที่ 5 การลงทะเบียนขอพื้นที่เว็บไซต์
เป็นการเผยแพร่เว็บไซต์ที่สร้างเสร็จแล้วเข้าสู่ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้บุคคลอื่น ๆ
สามารถเข้าชมเว็บไซต์ของเราได้  วิธีการก็คือนำเว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นไปไว้บนพื้นที่  ที่ให้บริการ
(Web Hosting) ซึ่งมีพื้นที่ ที่ให้บริการฟรี และแบบที่ต้องเสียค่าบริการ

ขั้นตอนที่ 6 การอัพโหลดเว็บไซต์
หลังจากสร้างเว็บไซต์และลงทะเบียนขอพื้นที่สำหรับฝากเว็บไซต์แล้ว   ให้ใช้โปรแกรมสำหรับอัปโหลด (Upload)  เช่นโปรแกรม  CuteFTPเพื่อให้คนทั่วโลกสามารถเข้าชมเว็บไซต์ของเรา ผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้

การเลือกใช้ภาษา
ภาษาโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ โดยพื้นฐาน ได้แก่
1. HTML (ย่อมาจาก Hyper Text Markup Language)
เป็นภาษาที่ใช้สำหรับสร้างเว็บเพจ มีโครงสร้างประกอบไปด้วย tag และ attribute ต่างๆ ที่ใช้ในการควบคุมการแสดงผลของข้อความ รูปภาพ หรือวัตถุอื่น ๆ     ภาษา HTML นั้นเป็นภาษาประเภท Markup ไม่จัดเป็นภาษาประเภท Programming  สามารถที่จะเรียนรู้ได้ง่าย
2. CSS (ย่อมาจาก Cascading Style Sheets)
เป็นภาษาที่มีรูปแบบการเขียน Syntax ที่เฉพาะ ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้เสริมภาษา HTML ให้สามารถจัดรูปแบบการแสดงผลให้กับเอกสาร HTML ได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น
3. XHTML (ย่อมาจาก Extensible HyperText Markup Language)
เป็นมาตรฐานใหม่ของ HTML คำสั่งต่างๆนั้นก็ยังเหมือนกับ HTML แต่จะมีความเข้มงวดในเรื่องโครงสร้างภาษามากกว่า และมีการตัด tag และ attribute ที่ล้าสมัยออกไป

ก่อนจะลงมือเขียนเว็บเพจ ขอให้มีความรู้ความเข้าใจในภาษาพื้นฐานเหล่านี้ก่อน โดยศึกษาได้จากบทเรียนออนไลน์ของ enjoyday.net
- เรียนรู้ HTML
- เรียนรู้ CSS
- เรียนรู้ XHTML

ถึงแม้ว่าเราจะใช้ Software เว็บไซต์สำเร็จรูป (Web CMS) ในการสร้างเว็บไซต์หรือบล็อก เช่น WordPress,  Joomla ก็ตาม    HTML และ CSS นี้จะเป็นพื้นฐานให้เราแก้ไข code และปรับแต่งหน้าตาเว็บไซต์ให้ถูกใจเราได้

นอกจากภาษาพื้นฐาน HTML/XHTML และ CSS  ในข้างต้นที่ไม่ใช่ภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมแล้ว  เราอาจจะเคยได้ยินภาษา JavaScript, ASP, ASP.NET, PHP,JSP และอื่นๆ   ภาษาเหล่านี้เป็นภาษา Script ที่นิยมใช้ในการสร้างเว็บเพจค่ะ

ภาษา Script ที่ใช้ในการสร้างเว็บเพจ แบ่งได้เป็น
1) Server-Side Script เช่น PHP, ASP, JSP, CGI    เป็นภาษา script ที่ประมวลผลที่ฝั่ง Server แล้วส่งผลลัพธ์ไปแสดงผลที่ฝั่ง Client ผ่านโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ เช่น IE, Firefox

2) Client-Side Script เช่น JavaScript, VBScript, JScript   เป็นภาษา script ที่ประมวลผลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยใช้โปรแกรมเว็บเบราเซอร์  ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาการทำงานให้กับเครื่อง Web Server ได้


โปรแกรมฐานข้อมูลที่นิยมใช้

โปรแกรมฐานข้อมูล เป็นโปรแกรมหรือซอฟแวร์ที่ช่วยจัดการข้อมูลหรือรายการต่าง ๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บ การเรียกใช้ การปรับปรุงข้อมูล โปรแกรมฐานข้อมูล จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งโปรแกรมฐานข้อมมูลที่นิยมใช้มีอยู่ด้วยกันหลายตัว เช่น Access, FoxPro, Clipper, dBase, FoxBase, Oracle, SQL เป็นต้น โดยแต่ละโปรแกรมจะมีความสามารถต่างกัน บางโปรแกรมใช้ง่ายแต่จะจำกัดขอบเขตการใช้งาน บ่งโปรแกรมใช้งานยากกว่า แต่จะมีความสามารถในการทำงานมากกว่า

1.โปรแกรม Access นับเป็นโปรแกรมที่นิยมใช้กันมากในขณะนี้ โดยเฉพาะในระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ สามารถสร้างแบบฟอร์มที่ต้องการจะเรียกดูข้อมูลในฐานข้อมูล หลังจากบันทึกข้อมูลในฐานข้อมูลเรียบร้อยแล้ว จะสามารถค้นหาหรือเรียกดูข้อมูลจากเขตข้อมูลใดก็ได้ นอกจากนี้ Access ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยการกำหนดรหัสผ่านเพื่อป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลในระบบได้ด้วย

2.โปรแกรม FoxPro เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เนื่องจากใช้ง่ายทั้งวิธีการเรียกจากเมนูของ FoxPro และประยุกต์โปรแกรมขึ้นใช้งาน โปรแกรมที่เขียนด้วย FoxPro จะสามารถใช้กลับ dBase คำสั่งและฟังก์ชั่นต่าง ๆ ใน dBase จะสามารถใช้งานบน FoxPro ได้ นอกจากนี้ใน FoxPro ยังมีเครื่องมือช่วยในการเขียนโปรแกรม เช่น การสร้างรายงาน
3.โปรแกรม dBase เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลชนิดหนึ่ง การใช้งานจะคล้ายกับโปรแกรม FoxPro ข้อมูลรายงานที่อยู่ในไฟล์บน dBase จะสามารถส่งไปประมวลผลในโปรแกรม Word Processor ได้ และแม้แต่ Excel ก็สามารถอ่านไฟล์ .DBF ที่สร้างขึ้นโดยโปรแกรม dBase ได้ด้วย
4.โปรแกรม SQL เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่มีโครงสร้างของภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีประสิทธิภาพการทำงานสูง สามารถทำงานที่ซับซ้อนได้โดยใช้คำสั่งเพียงไม่กี่คำสั่ง โปรแกรม SQL จึงเหมาะที่จะใช้กับระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ และเป็นภาษาหนึ่งที่มีผู้นิยมใช้กันมาก โดยทั่วไปโปรแกรมฐานข้อมูลของบริษัทต่าง ๆ ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น Oracle, DB2 ก็มักจะมีคำสั่ง SQL ที่ต่างจากมาตรฐานไปบ้างเพื่อให้เป็นจุดเด่นของแต่ละโปรแกรมไป




ขั้นตอนการพัฒนาเว็บไซต์
1.สร้างผังความสัมพันธ์ของข้อมูล
2.กำหนดชื่อไฟล์ของเอกสารเว็บ
3.ตรวจสอบผลเอกสาร HTML ด้วยเว็บเบราเซอร์หลายค่าย หลายรุ่น
4.ส่งข้อมูลขึ้นเครื่องแม่ข่าย(Server)
5.ตรวจสอบผลการเรียกดูจากเครื่องแม่ข่าย

ขั้นตอนการนำเว็บไซต์ขึ้นระบบอินเทอร์เน็ต

ขั้นตอนที่ 1 กำหนด โครงสร้าง ของเว็บไซต์ การสร้างเว็บไซต์นั้นควรเริ่มจากการสร้างแผนผังของเว็บไซต์ก่อน หรือที่เรียกว่า   Site Map   ดังภาพตัวอย่างมีการกำหนดหน้าเว็บเพจ 4 หน้า

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดการเชื่อมโยงระหว่างเว็บเพจ เราต้องกำหนดการเชื่อมโยงให้เว็บเพจแต่ละหน้าเชื่อมโยงถึงกันเพื่อให้กลับไปกลับมา       ระหว่างหน้าต่าง ๆ ได้     โดยแสดงชื่อไฟล์    HTML   แต่ละไฟล์ที่ มีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กันดังภาพ

ขั้นตอนที่ 3 การออกแบบเว็บเพจแต่ละหน้า สามารถออกแบบหน้าเว็บเพจแต่ละหน้า ให้สวยงาม โดยเฉพาะในเว็บเพจหน้าแรก ซึ่งเรียกว่า โฮมเพจควรออกแบบให้สวยงามเพื่อดึงดูด ความสนใจของผู้เข้าชม ในขั้นตอนการออกแบบนี้   บางทีอาจเรียกว่า การออกแบบเลย์เอาท์ (Lay Out) สามารถทำได้โดยการเขียนลงในกระดาษ   หรือใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบก็ได้

ขั้นตอนที่ 4 การสร้างเว็บเพจแต่ละหน้า   นำเว็บเพจที่ออกแบบไว้มาสร้างโดยใช้ภาษา html หรืออาจใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น FrontPage, Macromedia  Dreamweaver หรือโปรแกรมสำเร็จรูปอื่น ๆ ตามความถนัด

ขั้นตอนที่ 5 การลงทะเบียนขอพื้นที่เว็บไซต์ เป็นการเผยแพร่เว็บไซต์ที่สร้างเสร็จแล้วเข้าสู่ ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าชมเว็บไซต์ของเราได้   วิธีการก็คือ นำเว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นไปไว้บนพื้นที่    ที่ให้บริการ (Web Hosting) ซึ่งมีพื้นที่ ที่ให้บริการฟรี และแบบที่ต้องเสียค่าบริการ

ขั้นตอนที่ 6 การอัพโหลดเว็บไซต์ หลังจากสร้างเว็บไซต์และลงทะเบียนขอพื้นที่ สำหรับฝากเว็บไซต์แล้ว    ให้ใช้โปรแกรมสำหรับ อัปโหลด ( Upload)  เช่นโปรแกรม   CuteFTP เพื่อให้คนทั่วโลกสามารถเข้าชมเว็บไซต์ของเรา ผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้




การบำรุงรักษาเว็บไซต์ (Web Maintenance)

การบำรุงรักษาเว็บไซต์ คือ การปรับปรุงเว็บไซต์ ให้มีข้อมูล รูปแบบที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และ สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ เมื่อพัฒนาเว็บไซต์เสร็จสมบูรณ์ และ นำออกใช้งานจริงแล้ว สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ และ สม่ำเสมอก็คือ การปรับปรุง และ บำรุงรักษาเว็บไซต์ในด้านต่างๆ เช่น



- ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยและเป็นที่ต้องการของผู้ใช้

- ตรวจสอบการใช้งานและความถูกต้องของลิ้งค์ต่างๆ

- ตรวจสอบประสิทธิภาพและความถูกต้องของข้อมูลที่ดึงมาจากฐานข้อมูล

- ตรวจสอบประสิทธิภาพและความถูกต้องของแบบฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูล

- ตรวจสอบประสิทธิภาพและความถูกต้องของระบบต่างๆ ที่มี

- ทดสอบความเร็วในการดาวน์โหลดเว็บเพจ ซึ่งในแต่ละเว็บเพจไม่ควรเกิน 10 วินาที

- แก้ไขปรับปรุงตามคำแนะนำติชม ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้

- ตรวจสอบและปรับปรุงการลงทะเบียนกับ Search Engine ให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ

- ตรวจสอบและปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้กับ Browser ทุกรุ่น

    credit:http://www.webclickhere.com/maintenance